กระดาษเปื้อนหมึกใบแรก ปัญญาไม่ประดิษฐ์ ต้องดีดเอาเอง (บทที่ 1)

ผีเสื้อน้อยปีกบาง บินเสาะหาน้ำหวาน คลุกเคล้าผสมเกสร พืชพรรณผลิขจร ออกดอกผลมาชั่วนาตาปี แล้ววันดีคืนดี ก็มีเด็กน้อยเดินผ่านมา สะดุดตากับปีกผีเสื้อสีแปลก 

เธอเอื้อมมือไปจับเบาๆ ปีกบางก็ร่วงผล็อย ผีเสื้อน้อยปีกหัก ยากนักจะบินไปผสมเกสร ต้นไม้ก็ไม่ออกผล ฝูงนกกาอดกินผลไม้ พากันไปกินเมล็ดพืชของชาวบ้านแทน

ชาวบ้านจึงรีบเก็บเกี่ยวใส่กระบุงกองไว้ริมทุ่ง ตกดึกหนูพากันมารุมกิน งูเลื้อยผ่านมาก็จับหนูกิน ทั้งหนูและงู แพร่พันธุ์สร้างรังอยู่เต็มทุ่ง ชาวบ้านจึงชวนกันมาเผาทุ่ง เพื่อไล่งูและหนูไปพร้อมกัน

ไฟเผาทุ่งลามจากทุ่งนาสู่ป่าใหญ่ กลายเป็นไฟไหม้ป่า เปลวความร้อนมหาศาล ทำให้กระแสลมเปลี่ยนทิศ พัดพาเมฆฝนออกไปไกลโพ้นมหาสมุทร ไปตกหนักยังทวีปอื่น

เมื่อจับต้นเหตุกับผลลัพธ์ มาเชื่อมโยงกัน ปรากฎว่าเหตุหายนะน้ำท่วมใหญ่ในทวีปห่างไกล เป็นผลมาจากห่วงโซ่เหตุการณ์ ผีเสื้อปีกหัก เท่านั้นเอง

ร้านสลิลสไมล์ อยู่ในวงการถ่ายเอกสารและปรินท์งาน มายาวนานกว่า 25 ปี ผลิตเอกสารออกไปนับไม่ถ้วน ก็ล้วนเป็นผลมาจากห่วงโซ่เหตุการณ์ กระดาษเปื้อนหมึก เช่นกัน

กระดาษใบแรกที่ผมทำมันเปื้อนหมึก คือกระดาษ A4 ที่จารึกรอยหมึกจากเครื่องพิมพ์ดีด เรื่องเกิดขึ้น ราวปี พ.ศ. 2532 ขณะผมกำลังเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่

เด็ก ม.ปลาย ยุคนั้น นิยมสอบเทียบเอาวุฒิ ม.6 โดยไปลงทะเบียนเรียนการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. พอครบเทอม ครบเงื่อนไข ก็จะได้สอบเทียบ ถ้าผ่านก็ได้วุฒิ ม.6 ไปสมัครสอบเอนทรานซ์ เข้ามหาวิทยาลัยได้ก่อนเพื่อน

ปกติแล้ว กศน. มีไว้ให้คนที่ไม่พร้อมเรียนในภาคปกติ มาเรียนเทียบเอาวุฒิ แต่ในยุคนั้น เด็กปกติบางทีก็อยากผิดปกติกับเค้าบ้าง

อย่างกลุ่มแรกคือ เรียนเก่งผิดปกติ เทียบปีเดียว เอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ไปเป็นหมอ เป็นสถาปนิก วิศวกร ฯลฯ ส่วนอีกกลุ่มเก่งรองลงมา ถ้าได้คณะที่ต้องการ ก็ลาออกไปเรียนเลย ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าลองสนามสอบ และกลุ่มสุดท้าย คือสอบเทียบเอาสังคม ไปตามเพื่อน ตามแฟชั่น ไม่ได้มี Passion ในชีวิตอะไรกับเค้า 

แน่นอนว่าผมอยู่กลุ่มสุดท้าย เอนทรานซ์ไม่ใช่ประเด็น เน้นได้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านก็พอ เพราะการเรียน กศน. ต้องไปกิจกรรมพบกลุ่มทุกเสาร์อาทิตย์ แถมยังต้องไปเรียนพิมพ์ดีด ตอนเย็นหลังเลิกเรียน สะสมชั่วโมงให้ครบ เพื่อไปสอบเทียบโอนหน่วยกิตวิชาชีพ

ทุกคนล้วนเกิดมากับความไม่รู้ แต่ผมแย่กว่าคนอื่น คือทั้งไม่รู้ แถมยังไม่มีด้วย ผมไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ ปกติจากบ้าน ไปโรงเรียน จะนั่งรถเมล์อ้อมเมือง คันสีแดงๆ วิ่งรอบวงแหวนรอบสอง มีเพียง 2 สายสวนกัน ขาไปนั่งวนซ้าย ขากลับนั่งวนขวา 

การไปเรียน กศน. ที่อยู่ไกลถึง อ.แม่ริม ในวันเสาร์อาทิตย์ รวมทั้งไปเรียนพิมพ์ดีด ที่หน้า มช. ตอนเย็นหลังเลิกเรียน นับเป็นเรื่องท้าทายสุดๆ 

ปลักโคลน ไม่เคยเดินทางมาหาควาย อยากสอบเทียบได้ ต้องดิ้นรน ผมต้องนั่งรถเมล์อ้อมเมือง จากสี่แยกสนามบิน ไปลงสี่แยกข่วงสิงห์ แล้วต่อรถเมล์เหลือง สาย 2 ป.พัน 7 หรือรถสี่ล้อขาว คิวรถแม่แตง ก็ได้ ไปลง กศน. ที่อยู่ติดกับ รพ.นครพิงค์ 

ไปพบกลุ่มวันหยุดว่าสนุกแล้ว ไปเรียนพิมพ์ดีด หน้า มช. เร้าใจยิ่งกว่า โรงเรียนเลิกปุ๊บ ต้องรีบเดินออกจากมงฟอร์ต มานั่งรถอ้อมเมืองวนซ้าย ไปสุดสายที่สถานีรถไฟ ต่อรถเมล์เหลือง สาย 3 ห้วยแก้ว นั่งไปลงป้าย หน้า มช. โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด คือห้องแถวในซอยตรงข้ามประตูหน้า มช. พอดี .. คือไปถึงก็มืดพอดี

เด็กสอบเทียบในชุดนักเรียนโรงเรียนต่างๆ กำลังนั่งพิมพ์ดีดกันอย่างขะมักเขม้น แต่ละคนมาดเด็กเรียนทั้งนั้น ยิ่งเรามาสาย ยิ่งไม่กล้ามองหน้าใคร รีบเดินตรงไปโต๊ะหลังเลย ก้มหน้าก้มตาพิมพ์ไป ... ฟหกด่าสว ฯลฯ

ชั่วโมงแรกกำลังจะผ่านไป โต๊ะข้างหน้าหันมาถามว่า “เธออยู่ห้อง 6 ใช่ไหม?” ใช่ มงฟอร์ตฯ มี 6 ห้อง เป็นสายวิทย์ฯ 5 ห้อง ผมอยู่ห้อง 6 เป็นสายศิลป์ฝรั่งเศส จะว่าไปน่าจะเรียกศิลป์บันเทิงมากกว่า เพราะเต็มไปด้วยเด็กกิจกรรม ดนตรี กีฬา สันทนาการต่างๆ มากมาย เรียกว่าเป็นศูนย์รวมเด็กไม่เอาคาร์บอนก็ว่าได้

หากการได้พิมพ์กระดาษสักใบ แล้วทำให้ฉุกคิด และเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้ การมาเรียนพิมพ์ดีดวันแรกนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะไม่มีใครคิดว่าเด็กศิลป์เกเรคนหนึ่ง จะหาญกล้ามาสอบเทียบ ปีกผีเสื้อปลิวว่อนไม่รู้ตัว พายุใหญ่กำลังจะตามมาอีกหลายลูก 

8 ปีต่อมา วิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ผมเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวทั่วประเทศที่โดนเลย์ออฟ พี่ๆ นักข่าวตกงาน ลงขันกันเปิดร้านรับพิมพ์งานคอมพิวเตอร์ อยู่ใต้หอสีชมพู มช.

วิชาพิมพ์ดีด กลายเป็นวิชาชีพที่เอามาใช้ทำมาหาเลี้ยงชีวิตยามยาก เลเซอร์ปรินท์เตอร์ HP Laser Jet 6L เป็นเครื่องพิมพ์ตัวแรกในชีวิต ที่เนรมิตกระดาษให้เปื้อนหมึก แล้วเปลี่ยนเป็นเงินเอามายาไส้ได้จริงๆ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น