นับตั้งแต่กระดาษใบแรก เปื้อนหมึกจากการเรียนพิมพ์ดีด เพื่อเทียบโอนวิชาชีพ กศน. ชีวิตก็ดูจะผูกพันกับกระดาษและน้ำหมึกมาโดยตลอด แรกๆ หนทางก็โรยด้วยกลีบกระดาษขาวบาง หลังๆ เริ่มเปื้อนเปรอะ ยิ่งนานยิ่งเลอะเทอะ
การเป็นนักเรียน กศน. ให้ประสบการณ์มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการมีเพื่อนร่วมชั้นเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน หรือ เพื่อนใหม่หน้าตาดีต่างโรงเรียน ที่เป็นดังหลุมพรางเล็กๆ ช่วยกระตุ้นให้การเรียนรู้มีสีสันยิ่งขึ้นวันหนึ่ง คุณครู กศน. ถามหาอาสาสมัคร ไปถ่ายเอกสารการบ้านมาให้เพื่อนๆ วิญญาณสุภาพบุรุษกระโจนลงหลุมพรางทันใด รีบรับอาสาคุณครู จนลืมไปว่าตนเองไม่มีมอเตอร์ไซค์
แถว กศน. มีร้านถ่ายเอกสารอยู่ร้านเดียว คือฝั่งตรงข้าม รพ.นครพิงค์ ที่อยู่เยื้องห่างออกไปราว 500 เมตร ถึงแดดจะร้อนจัด ยืดระยะให้ห่างปาน 500 ปีแสง แต่ก็มิอาจทัดทานการตกหลุมพรางได้
ประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต ในการใช้บริการร้านถ่ายเอกสาร จึงค่อนข้างร้อน แถมยังต้องรอนาน เครื่องถ่ายเอกสารตั้งโต๊ะตัวน้อย จำรุ่นไม่ได้ กว่าจะไหลมาแต่ละใบใจแทบขาด ต้องช่วยลุงเจ้าของร้าน เรียงเย็บงานอยู่นาน
จากนั้นก็เสี่ยงชีวิต หอบงานถ่ายเอกสารข้ามถนนสายเชียงใหม่-แม่ริม ที่รถราแสนขวักไขว่ เพื่อนใหม่ทั้งหลายนั่งรอใจจดใจจ่อ คุณครู กศน. รอไม่ไหวกลับไปก่อนแล้ว
เพื่อนยิ้มขอบคุณ คงประทับใจมาก ชมยกใหญ่ว่าไม่มีมอเตอร์ไซค์ก็ไม่บอก นึกว่านั่งรถคิวแม่ริม กลับไปถ่ายเอกสาร ในเมืองซะอีก
ปีต่อมา 2533 ผมจบ ม.6 จาก กศน. ด้วยเกรดเฉลี่ย 1.08 แม้จะเป็นไปตามที่คาดหวังไว้คือ สอบเอ็นทรานส์ไม่ติด แต่ในปีต่อมาก็กัดฟันสอบใหม่ รอบนี้ขยันมากขึ้น ทำทุกวิถีทาง ทั้งนั่งสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ บนบานศาลกล่าว จนในที่สุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เห็นใจ สอบเอนทรานส์ติด ได้เป็นลูกช้าง แมสคอมฯ มช.
ปี 2535 แมสคอมฯ หรือ Mass Communication ยังเป็นภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มช. เมื่อพิราบขาว นกสื่อสารเริ่มกางปีก จะบินสูง บินต่ำ คลานสูง หรือคลานต่ำ ก็คือการเริ่มออกเดินทาง
หนึ่งในกิจกรรมรับน้องใหม่แมสคอมฯ คือพี่ๆ ให้แบ่งกลุ่มกันทำจุลสาร “ลานแก้ว” เอามาให้รุ่นพี่ และเพื่อนๆ อ่านกัน และหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่า เครื่องถ่ายเอกสาร อยู่ในรันเวย์หัดบิน คือบทบรรณาธิการของ ลานแก้วฉบับปฐมฤกษ์ ‘35 ได้รำพึงถึงขั้นตอนการผลิตจุลสารคร่าวๆ ว่า
จุลสารลานแก้ว หลักๆ คือตัดแปะ ทำต้นฉบับบนกระดาษ F14 แล้วส่งร้านถ่ายเอกสาร ทำสำเนา พับครึ่ง เข้าเล่มเย็บมุงหลังคา ต้นฉบับมาจากน้ำหมึกดิบๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ดีดข้อความ การเขียนด้วยปากกา วาดภาพประกอบเอง หรือแอบตัดจากนิตยสาร
กลุ่มไหนมีคอมพิวเตอร์ ก็มักจะปรินท์ภาพหรือตัวหนังสือมาประดับตกแต่ง แม้ช่วง ม.ปลาย จะได้เรียนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนกันมาบ้างแล้ว ทั้ง GW Basic จุฬาเวิร์ด หรือ ราชวิถีเวิร์ด แต่ส่วนมากก็ไม่ได้มีติดบ้าน เหมือนเครื่องพิมพ์ดีด หรือปากกา กระดาษ
เรียนแมสคอมฯ ไปได้ปีเดียว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจดันว้าวุ่น เพื่อไม่ให้ความว่าง ทำลายชีวิตให้เตลิดเปิดเปิง เลยไปขอฝึกงานเป็นผู้สื่อข่าว ที่หนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการ” กอง บก. อยู่บนชั้น 2 คอนโดมิเนียม ในซอยห้วยแก้วคอนโดเทล ตรงข้ามโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ไม่ไกลจาก มช. เรียนซัมเมอร์ด้วย ฝึกงานไปด้วยได้
นับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน ที่ได้ทำความรู้จักกับส่วนต่างๆ ของสำนักพิมพ์ โดยฝั่งห้องข่าว บนโต๊ะทำงานมีเครื่องพิมพ์ดีด กับโทรศัพท์อยู่คู่กัน งานหลักคือ ทำข่าว ถ่ายรูป ส่งข่าวให้กอง บก. ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง เป็นห้องจัดหน้า เลย์ฟิล์ม ตอนนั้นได้แต่แอบส่อง ไม่ค่อยกล้าข้ามไปแอ่ว เพราะ มีห้อง บก. คั่นอยู่ตรงกลาง
หลังผ่านการฝึกงานได้พักหนึ่ง ปีกเริ่มกล้า แม้ขายังสั่นๆ อยากลองทำงานที่ได้เงินบ้าง เลยไปสมัครงานที่ กอง บก. “บันเทิงธุรกิจ” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแนวแท็บลอยด์ พิมพ์ออฟเซ็ต 4 สี เนื้อหาข่าวหลักๆ เหมือนชื่อหนังสือ แต่หน้าสำคัญที่สุดคือหน้าโฆษณา รายได้หลักที่ทรงพลัง พิมพ์แจกกระจายไปวางตามจุดสำคัญต่างๆ ทั่วเชียงใหม่
พิราบขาวหัดบิน จะวิ่งจะคลานจะเดิน ท่าไหนก็ได้ แค่ไปตามทิศทางหัวใจและค่าจ้าง สำนักพิมพ์ขนาดเล็กสอนให้เรียนรู้หลายงาน นอกจากออกไปสัมภาษณ์ ถ่ายรูป ทำข่าวแล้ว ยังต้องมาหัดใช้คอมพิวเตอร์ Macintosh Classic จอขาวดำ 9 นิ้ว เพื่อพิมพ์ข่าวและจัดหน้า ด้วยโปรแกรม Aldus PageMaker และ QuarkXpressจากนั้นก็ปรินท์เลเซอร์ ออกเครื่อง Apple Personal LaserWriter NT เอามาวางลงในดัมมี่ ที่จะส่งไปถ่ายเพลท เพื่อพิมพ์ออฟเซ็ต ออกมาเป็นหนังสือพิมพ์จริงๆ ทุกรอยน้ำหมึก จากลูกโม ลงเพลท ไปเปื้อนกระดาษ ล้วนกลั่นมาจากหยาดเหงื่อแรงงานที่แท้ทรู



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น